การท่องเที่ยวในมิติใหม่ มุมมองใหม่ จึงมุ่งเน้นเรื่องความเข้าใจในพื้นที่ ๆ ไปเยี่ยมชม ดังนั้น การสื่อความหมายให้ความรู้ในแหล่งท่องเที่ยวจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีความจำเป็น เพราะก่อให้เกิดคุณค่าในการท่องเที่ยว คือนอกจากจะรู้และเข้าใจในพื้นที่ ๆ ไปเยี่ยมชมแล้ว ยังก่อให้เกิดความตระหนัก รัก และหวงแหนในแหล่งท่องเที่ยวนั้น

มิติใหม่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ผมเองเฝ้าติดตามโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ ททท.จัดทำอยู่นานหลายปี และต้องยอมรับกันอย่างตรง ๆ ว่าเป็นลูกค้าคนหนึ่งที่ใช้บริการของ ททท.มาตั้งแต่ปีแรก ๆ หากย้อนไปเมื่อปี 2539 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดทำโครงการ “ปีแห่งการท่องเที่ยวไทย” (Visit Thailand Year) ขึ้น อันนับเป็นการเริ่มต้นส่งเสริมให้คนหันออกมาท่องเที่ยวกันมากขึ้น
กระทั่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ได้ออกกลยุทธส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยจัดแคมเปญใหญ่ให้คนไทยหันมา “เที่ยว” ในประเทศกันมากขึ้น ในชื่อโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” ด้วยการจัดพิมพ์หนังสือคู่มือไทยเที่ยวไทยจำหน่ายตามปั๊มน้ำมันเชลล์ในราคาถูก ก่อนที่จะต่อด้วยโครงการ “เที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกเดือน” กระทั่งเมื่อปี 2546 ททท.ก็ผุดโครงการโปรโมทการท่องเที่ยวใหม่ในชื่อ “Unseen in Thailand” มุมมองใหม่เมืองไทย ที่เน้นความมหัศจรรย์ของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยในอีกด้านหนึ่งที่เรายังไม่เคยรู้เคยเห็น
ล่าสุดปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดทำโครงการ “ล่องแก่ง แหล่งเหนือ” อันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัยกับสายน้ำแห่งล้านนา ประกอบด้วย ล่องแก่งแม่น้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ล่องแก่งแม่น้ำแม่แตงในจังหวัดเชียงใหม่ ล่องแก่งลำน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลกและล่องแก่งน้ำว้า จังหวัดน่าน ซึ่งจากกระแสของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในประเทศไทย มีแนวโน้มในการขยายตัวสูง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่รักการผจญภัย ดังนั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงาน ททท.ภาคเหนือเขต 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง) ศูนย์ประสานางานการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงาน ททท.ภาคเหนือเขต 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) สำนักงาน ททท.ภาคเหนือเขต 3 (พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์) และสำนักงาน ททท.ภาคเหนือเขต 4 (ตาก พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี) ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ในโครงการ “ล่องแก่ง แหล่งเหนือ” ขึ้นเพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวโดยมุ่งเน้นให้ “คน” ในชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน และให้ “คน” ได้เรียนรู้ สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวมากยิ่งขึ้น
หลายครั้งหลายหน ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ มี “คน” จำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่ไปเที่ยวถ่ายรูปคู่กับสถานที่ท่องเที่ยวเป็นดิบดี ซื้อของที่ระลึกกลับมาพะรุงพะรัง แต่พอรุ่งขึ้นก็จำไม่ได้เสียแล้วว่าไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง เพราะเวลาส่วนใหญ่จะเสียไปกับการหามุมถ่ายภาพและการช็อปปิ้ง จนไม่มีเวลาได้เรียนรู้และสัมผัสความงามของสถานที่สัก 5 – 10 นาที ดังนั้นการท่องเที่ยวดังกล่าวจึงไม่ต่างอะไรกับการเปลี่ยนสถานที่เพื่อไปถ่ายรูป แต่อย่างน้อยการท่องเที่ยวน่าจะให้ความรื่นรมย์ทางสติปัญญา เปิดหูเปิดตาให้กว้างไกล
ผมเองนึกชื่นชมโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ทางสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นหลายโครงการที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “Unseen in Thailand” มุมมองใหม่เมืองไทย ที่เน้นความมหัศจรรย์ของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยในอีกด้านหนึ่งที่เรายังไม่เคยรู้เคยเห็น หรือแม้แต่โครงการ “วันธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา” ที่เน้นให้คนหันมาเที่ยวในวันปกติกันมากขึ้น เพราะจะว่าไปแนวโน้มการท่องเที่ยวของไทยในทุกวันนี้ มักจะกระจุกและแหนกันไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนปลายสัปดาห์ หรือลองวีคเอ็น ทำเอาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญอัดแน่นไปด้วย “คน” แทนที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมธรรมชาติอย่างเต็มที่ กลับต้องมาผจญกับผู้คนล้านแปด เช่นนี้แล้วการท่องเที่ยวดังกล่าวจึงเป็นเรื่องน่าเบื่อ

ลำน้ำว้า สายน้ำที่เชี่ยวกรากมีจุดกำเนิดมาจากเทือกเขาผีปันน้ำ บริเวณพื้นที่หมู่บ้านนากึ๋น ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ไหลทอดตัวลัดเลาะลงสู่ทิศใต้ผ่าน 3 อำเภอ อันได้แก่ อ.สันติสุข ,อ.แม่จริม และอ.เวียงสา ไปบรรจบกับแม่น้ำน่านบริเวณ “สบว้า” เขต อ.เวียงสา รวมระยะทางประมาณ 120 กม. ซึ่งตลอดสองฟากฝั่งลำน้ำว้าแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติป่าเขาอันอุดมสมบูรณ์
การล่องแก่งน้ำว้า แบ่งออกได้ 3 ช่วงได้แก่ น้ำว้าตอนบน เริ่มตั้งแต่บ้านสปัน ไปสิ้นสุดที่บ้านสบมาง ผู้สันทัดกรณีเล่าว่า การล่องแก่งน้ำว้าตอนบนเป็นช่วงที่ยากลำบาก เนื่องจากสายน้ำเชี่ยวรุนแรง บางช่วงสายน้ำจะแคบและมีโขดหินเยอะ น้ำว้าตอนกลาง เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการล่องแก่งมากที่สุด เนื่องจากมีสภาพของเกาะแก่งตั้งแต่ระดับ 1 – 5 กว่า 100 แก่ง ตลอดลำน้ำ 80 กม. ซึ่งใช้ระยะเวลาในการล่อง 3 วัน 2 คืน ส่วนน้ำว้าตอนล่าง ถือเป็นจุดกำเนิดของการล่องแก่งน้ำว้า ระยะทางประมาณ 10 กม.ใช้เวลาในการล่องประมาณ 2 ชม.
ในเวลาของต้นฤดูหนาวปีนี้ ผมมีโอกาสได้เข้าไปเรียนรู้และสัมผัสธรรมชาติของสายน้ำและผืนป่าแห่งเทือกเขาตะวันออก อันเป็นดินแดนที่น้อยคนนักจะเคยเข้าไปสัมผัส การเดินทางครั้งนี้ ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกับการเดินทางโดยพาหนะอื่น ทว่านี่คือการเดินทางล่องแก่งไปตามลำน้ำว้า สายน้ำแห่งความทรงจำ
ท่ามกลางแดดอ่อนยามเช้าของวันในฤดูหนาว เราลงเรือที่บ้านสบมางก่อนที่จะล่องมาตามลำน้ำว้าที่ไหลเอื่อย ๆ ในช่วงแรกของการเดินทางยังไม่มีอะไรที่ตื่นเต้นมากนัก จะมีก็เพียงความงดงามของธรรมชาติสองฟากฝั่งลำน้ำ อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผืนป่าทึบ ป่ารอยต่อระหว่างเขตอำเภอบ่อเกลือกับอำเภอสันติสุขอันอุดมสมบูรณ์นี้เองที่ได้ให้กำเนิดสายน้ำเล็ก ๆ จากยอดดอยขุนเขามากมาย ไหลรินซอกซอนมาตามแนวเขาหล่อเลี้ยงธรรมชาติและผืนป่า ก่อนจะผ่านเข้าเขตเมืองกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมามากมาย
การเดินทางเริ่มขึ้นไม่นาน เราก็พบกับแก่งขนาดใหญ่แก่งแรกที่โผล่ขึ้นมาขวางกลางลำน้ำว้า เสียงของสายน้ำที่ไหลครืนโครมดังแว่ว ๆ ทำให้ทุกคนในเรือต่างเร่งฝีพายเพื่อให้ผ่านพ้นแก่งนี้ไปให้ได้
เมื่อเรือทุกลำผ่านแก่งมาได้ เราก็ออกเดินทางกันต่อไป ทุกคนในเรือดูจะสะใจกับการผจญภัยที่เพิ่งจะล่องผ่านมา หลายคนเรียกร้องที่จะลงแก่งอีก เส้นทางต่อจากนี้ไปก็มีแก่งเล็กแก่งน้อยอีกมากมายจนผมแทบจะไม่มีเวลาจดจำชื่อของมัน
กว่า 10 ชั่วโมง ที่เราผจญภัยกับสายน้ำ ตั้งแต่บ้านสบมางมาถึงแค้มป์พักแรมหาดทรายงาม ซึ่งเป็นที่พักกลางป่าริมแม่น้ำว้า เราเดินทางกว่า 70 กม.แต่ดูทุกคนยังคงสดชื่น แม้ว่าอาหารมื้อค่ำในวันนี้จะดึกไปสักหน่อย ในค่ำคืนที่ไม่เงียบเหงากลางป่า พวกเราพากันนั่งคุยกัน อย่างออกรส บางคนเล่าถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ เมื่อช่วงกลางวัน ขณะที่บางคนยังดูตื่นเต้นกับการล่องแก่งครั้งแรกไม่หาย
การเดินทางอันเป็นบทพิสูจน์แห่งสายน้ำตะวันออก เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อแดดอ่อนและสายหมอกพัดปกคลุมยอดเขาอยู่เบื้องหน้า คณะทุกคนตระเตรียมสัมภาระขึ้นเรือ และตรวจเช็คอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยให้พร้อม เพราะว่าแก่งแม่น้ำว้า ที่รอเราอยู่ในวันนี้ค่อนข้างเยอะและกระแสน้ำค่อนข้างแรง โดยเฉพาะแก่งเสือเต้นและแก่งใหม่ ซึ่งมีความยากอยู่ในระดับ 4 – 5 ตัวเลขที่บอกไว้เป็นเกณฑ์แบ่งความยากง่ายของสายน้ำ ระดับที่กัปตันบอกหมายถึง สายน้ำค่อนข้างแรง มีแก่งมาก ต้องใช้เทคนิค ฝีมือและการพาย รวมถึงต้องระมัดระวังในการล่องแก่งพอสมควร
ราว 3 ชั่วโมงจากแคมป์พักแรม เราเดินทางผ่านเกาะแก่งน้อยใหญ่ ตั้งแต่ระดับ 3 – 5 มากมาย ทั้งแก่งผักกูด แก่งเสือเต้นที่ว่ากันว่าเป็นไฮไลท์ของการล่องแก่งน้ำว้า แก่งใหม่ แก่งผาแดง แก่งสร้อย แก่งยาว จนถึงแก่งวังลูน ความตื่นเต้นในการผจญภัยเหนือสายน้ำตะวันออก แห่งลำน้ำว้าได้ผสมผสานกับสวยงามของธรรมชาติผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แถบนี้ คุ้งน้ำขนาดใหญ่ ต้นไม้น้อยใหญ่เขียวขจี แก่งหินหลากรูปทรงกระจายอยู่ทั่วไป อันนับเป็นความทรงจำในการเดินทางที่มิอาจประเมินค่าได้
การเดินทางบนสายน้ำตะวันออกของเราสิ้นสุดลง ทว่าการเดินทางของลำน้ำว้า เพื่อหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและชุมชนของคนเมืองน่านยังคงดำเนินต่อไป ตราบเท่าที่ธรรมชาติและผืนป่าอันเป็นต้นแห่งสายธารจะดำรงคงอยู่ได้
ขอบคุณ “ลำน้ำว้า” สายน้ำแห่งความทรงจำบนผืนป่าตะวันออก สายน้ำอันเป็นนิรันดร์ที่มิอาจลืมเลือน

แหล่งที่มา : http://www.chiangmainews.co.th

SHARE
Previous article
Next article

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here